วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

week4 : ภาษาคอมพิวเตอร์ JAVA


 

Java คืออะไร?
     Java หรือ Java programming language คือภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ พัฒนาโดย เจมส์ กอสลิง และวิศวกรคนอื่นๆ ที่บริษัท ซัน ไมโครซิสเต็มส์ ภาษานี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้แทนภาษาซีพลัสพลัส C++ โดยรูปแบบที่เพิ่มเติมขึ้นคล้ายกับภาษาอ็อบเจกต์ทีฟซี (Objective-C) แต่เดิมภาษานี้เรียกว่า ภาษาโอ๊ก (Oak) ซึ่งตั้งชื่อตามต้นโอ๊กใกล้ที่ทำงานของ เจมส์ กอสลิง แล้วภายหลังจึงเปลี่ยนไปใช้ชื่อ "จาวา" ซึ่งเป็นชื่อกาแฟแทน จุดเด่นของภาษา Java อยู่ที่ผู้เขียนโปรแกรมสามารถใช้หลักการของ Object-Oriented Programming มาพัฒนาโปรแกรมของตนด้วย Java ได้
     ภาษา Java เป็นภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ( OOP : Object-Oriented Programming) โปรแกรมที่เขียนขึ้นถูกสร้างภายในคลาส ดังนั้นคลาสคือที่เก็บเมทอด (Method) หรือพฤติกรรม (Behavior) ซึ่งมีสถานะ (State) และรูปพรรณ (Identity) ประจำพฤติกรรม (Behavior)

การโปรแกรมเชิงวัตถุ (OOP = Object-Oriented Programming)
    การเขียนโปรแกรมที่ประกอบด้วยกลุ่มของวัตถุ(Objects) แต่ละวัตถุจะจัดเป็นกลุ่มในรูปของคลาส ซึ่งแต่ละคลาสอาจมีคุณสมบัติ การปกป้อง (Encapsulation) การสืบทอด (Inheritance) การพ้องรูป (Polymorphism)
แนวคิดของการโปรแกรมเชิงวัตถุ (OOP Concepts)
    1. การปกป้อง (Encapsulation)
      การรวมกลุ่มของข้อมูล และกลุ่มของโปรแกรม เพื่อการปกป้อง และเลือกตอบสนอง
    2. การสืบทอด (Inheritance)
      ยอมให้นำไปใช้ หรือเขียนขึ้นมาทดแทนของเดิม
    3. การพ้องรูป (Polymorphism) = Many Shapes
      – Overloading มีชื่อโปรแกรมเดียวกัน แต่รายการตัวแปร (Parameter List) ต่างกัน
      – Overriding มีชื่อโปรแกรม และตัวแปรเหมือนกัน เพื่อเขียน behavior ขึ้นมาใหม่
 
ประวัติภาษา JAVA
    ภาษาจาวา เป็นภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุที่พัฒนาขึ้นโดย  “เจมส์ กอสลิง” และทีมวิศวกรของเขา ซึ่งบริษัทซันไมโครซิสเต็ม ต้องการนำภาษาจาวามาใช้แทนภาษา  C++  ชื่อของ “จาวา” มาจากชื่อกาแฟที่ทีมวิศวกรของซันดื่มตอนที่ร่วมกันพัฒนาภาษาจาวาขึ้นมา  Java  ถูกคิดค้นและสร้างโดย บริษัท Sun Microsystems ซึ่งเป็นบริษัทผู้ขายระบบ Unix ที่มีชื่อว่า Solaris ซึ่งจุดเด่นของภาษา Java อยู่ที่ผู้เขียนโปรแกรมสามารถใช้หลักการของ Object-Oriented Programming มาพัฒนาโปรแกรมของตนด้วย Java ได้ พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัย ของ บริษัท ซันไมโครซิสเต็ม (Sun Microsystems)พัฒนามาจากโครงการที่ต้องการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เพื่อควบคุม เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กภายในบ้านชื่อเดิมคือภาษา Oak ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาจาวาภาษาจาวาเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายในปี ค.ศ. 1995ภาษาจาวาเป็นภาษาที่ไม่ขึ้นกับแพลตฟอร์ม(platform independent) JDK 1.0 ประกาศใช้เมื่อปี1996JDK เวอร์ชันปัจจุบันคือ Java 2
จุดมุ่งหมาย
 จุดมุ่งหมายหลัก 4 ประการ ในการพัฒนาจาวา คือ
1.      ใช้ภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ
2.      ไม่ขึ้นกับแพลตฟอร์ม (สถาปัตยกรรม และ ระบบปฏิบัติการ)
3.      เหมาะกับการใช้ในระบบเครือข่าย พร้อมมีไลบรารีสนับสนุน
4.      เรียกใช้งานจากระยะไกลได้อย่างปลอดภัย
การพัฒนาการในช่วงเวลาต่าง ๆ
   ถูกพัฒนาตั้งแต่ปี 1991 โดยบริษัท Sun Microsystems ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของ Green Project Write Once Run Anywhere
ค.ศ.1991
   บริษัท ซันไมโครซิสเต็ม (Sun Microsystems) ได้ทำการวิจัยเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์เล็กทรอนิคส์ขนาดเล็ก ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่สำคัญคือ ภาษาโอ๊ค (Oak)
ค.ศ.1993
   ภาษาโอ๊คได้ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อใช้ในการสร้างเว็บแอพพลิเคชั่น (Web Application) พร้อมกับสร้างเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) ที่รองรับ ชื่อว่าเว็บรันเนอร์ (Web Runner)
ค.ศ.1995
   บริษัทซันได้เปิดตัวภาษาจาวา (Java) (ภาษาโอ๊คเดิม) พร้อมกับเว็บเบราว์เซอร์ ที่รองรับภาษานี้ ชื่อว่า ฮอตจาวา (HotJava) (WebRunner เดิม) ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่ทั้งเน็ตสเคบ (Netscape), ไมโครซอฟต์ (Microsoft), และ ไอบีเอ็ม (IBM) บริษัทซัน ได้เริ่มแจกจ่าย Java development Kit (JDK) ซึ่งเป็นชุดพัฒนาโปรแกรมภาษาจาวาในอินเทอร์เน็ต
รุ่นต่าง ๆ ของภาษาจาวา
   - 1.0 (ค.ศ. 1996) — ออกครั้งแรกสุด
   - 1.1 (ค.ศ. 1997) — ปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยเพิ่ม inner class
   - 1.2 (4 ธันวาคม, ค.ศ. 1998) — รหัส Playground ด้านจาวาแพลตฟอร์มได้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน API และ JVM (API สำคัญที่เพิ่มมาคือ Java Collections Framework และ Swing; ส่วนใน JVM เพิ่ม JIT compiler) แต่ตัวภาษาจาวานั้น เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย (เพิ่มคีย์เวิร์ด strictfp) และทั้งหมดถูกเรียกชื่อใหม่ว่า "จาวา 2" แต่ระบบเลขรุ่นยังไม่เปลี่ยนแปลง
   - 1.3 (8 พฤษภาคม, ค.ศ. 2000) — รหัส Kestrel แก้ไขเล็กน้อย
   - 1.4 (13 กุมภาพันธ์, ค.ศ. 2002) — รหัส Merlin เป็นรุ่นที่ถูกใช้งานมากที่สุดในปัจจุบัน (ขณะที่เขียน ค.ศ. 2005)
   - 5.0 (29 กันยายน, ค.ศ. 2004) — รหัส Tiger (เดิมทีนับเป็น 1.5) เพิ่มคุณสมบัติใหม่ในภาษาจาวา เช่น Annotations ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันว่านำมาจากภาษาซีชาร์ป ของบริษัทไมโครซอฟท์, Enumerations, Varargs, Enhanced for loop, Autoboxing, และที่สำคัญคือ Generics
   - 6.0 (11 ธันวาคม, ค.ศ. 2006)  รหัส Mustang เป็นรุ่นในการพัฒนาของ Java SDK 6.0 ที่ออกมาให้ทดลองใช้ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2004
   - 7.0 (กำลังพัฒนา กำหนดออก ค.ศ. 2008) — รหัส Dolphin กำลังพัฒนา

รูปแบบของภาษา Java
    ภาษา Java เป็นภาษาที่ไม่กำหนดแบบการเขียนโปรแกรม ในแต่ละบรรทัด แต่ละบรรทัดสามารถเขียนคำสั่งได้หลายคำสั่งสามารถแทรกคำอธิบาย (comment) Java เป็นภาษาที่บังคับอักขระตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก (Case Sensitiv) Java มีตัวดำเนินการ(operators) หลายชนิด ให้ใช้งานนอกจากคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาใหม่ อาจกำหนดเป็นตัวพิมพ์ใหญ่หรือตัวเล็กก็ได้ และสามารถเขียนชุดคำสั่งที่ประกอบด้วยตัวดำเนินการหลายตัวที่ต่างชนิดกันใน ชุดคำสั่งหนึ่งๆได้ โดยภาษา Java จะจัดลำดับการประมวลผลตามลำดับการทำงานของตัวดำเนินการ
รูปแบบคำสั่ง(statements) Java คือ ส่วนประมวลผล(Execute) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมา ทุกคำสั่งจะต้องจบด้วยเครื่องหมาย เซมิโคลอน( ; )


คุณลักษณะเด่นของภาษา Java

–  ภาษา Java เป็นภาษาที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุแบบสมบูรณ์
–  โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยใช้ภาษา Java จะมีความสามารถทำงานได้ในระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน ไม่จําเป็นต้องดัดแปลงแก้ไขโปรแกรม เช่น หากเขียนโปรแกรมบนเครื่อง Sun โปรแกรมนั้นก็สามารถถูก compile และ run บนเครื่องพีซีธรรมดาได้
–  เมื่อเปรียบเทียบ code ของโปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยภาษา Java กับ C++ พบว่า โปรแกรมที่เขียนโดยภาษา Java จะมีจํานวน code น้อยกว่าโปรแกรมที่เขียนโดยภาษา C++ ถึง 4 เท่า และใช้เวลาในการเขียนโปรแกรม น้อยกว่าประมาณ 2 เท่า
–  Java มี security ทั้ง low level และ high level ได้แก่ electronic signature, public andprivate key management, access control และ certificatesของภาษาจาวา
 
จุดเด่นของภาษาจาวา
–  ความง่าย (simple)
–  ภาษาเชิงออปเจ็ค (object oriented)
–  การกระจาย (distributed)
–  การป้องกันการผิดพลาด (robust)
–  ความปลอดภัย (secure)
–  สถาปัตยกรรมกลาง (architecture neutral)
–  เคลื่อนย้ายง่าย (portable)
–  อินเตอร์พรีต (interpreted)
–  ประสิทธิภาพสูง (high performance)
–  มัลติเธรด (multithreaded)
–  พลวัต (dynamic)

ข้อดี/ข้อเสีย
ข้อดี
1. Write Once, Run Anywhere คือเขียนครั้งเดียวรันได้ทุกที ทุกอุปกรณ์ที่รองรับการทำงานของภาษาจาวา (JRE)
2. Object Oriented คือ เป็นภาษาเชิงวัตถุรองรับการออกแบบเชิงวัตถุ และการเขียนเชิงวัตถุ
3. รองรับการพัฒนาโปรแกรมบนหลากหลาย Platform (J2SE, J2ME และ J2EE)
4. ความเรียบง่าย กล่าวคือ ภาษาจาวาเป็นภาษาที่ถูกออกแบบมาอย่างดี
5. มีความปลอดภัยสูง เข้มงวดในเรื่องของความผิดปกติของโปรแกรม
6. มี Class จำนวนมากมาย ทำให้ผู้เขียนโปรแกรมภาษาจาวาไม่จำเป็นจะต้องเขียนโปรแกรมนั้น ๆ หากมี Class ให้ใช้งานอยู่แล้ว
7. ฟรี ภาษาจาวา สามารถนำมาพัฒนา และติดตั้งได้ฟรี และไม่ใช่เฉพาะตัวภาษาเท่านั้น ตัว IDE ก็ยังฟรีอีกด้วย
8. ระบบจัดการคืนพื้นที่หน่วยความจำอัตโนมัติ (Automatic Garbage Collection) ช่วยให้โปรแกรมเมอร์ไม่ต้องกังวลในเรื่องของการคืนหน่วยความจำให้กับระบบ (ในกรณีปกติ แต่ไม่ทุกกรณี)
 
ข้อเสีย
1. ภาษาจาวา เป็นภาษาที่เรียนรู้ค่อนข้างยาก ถ้าเปรียบเทียบกับภาษาอื่น ๆ เช่น C, PHP และ VB เป็นต้น
2. ภาษาจาวา เป็นภาษาที่มีกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเข้มงวด และมีคำศัพท์ต่างๆ มากมาย
3. ภาษาจาวา "อาจจะ" ไม่เหมาะกับการพัฒนาระบบงานที่ต้องการเสร็จได้ระยะเวลาอันสั้น หรือระบบงานขนาดเล็ก
4. ภาษาจาวา "อาจจะ" ไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรม (บางท่านบอกว่าเรียนยาก และไม่ค่อยเห็นหน้าตาของโปรแกรมเหมือนภาษาอื่น ๆ จึงทำให้เบื่อในการเขียนโปรแกรม)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Credit;
 
 
 
 
 



วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Week3: Social Network กับนักเรียนและสังคมไทย


 
   ปัจจุบันในสังคมไทย social network ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อคนไทยเป็นอย่างมาก จากสังคมเดิมแบบเจอหน้าพบปะทักทายกัน จนปัจจุบันกลายเป็นสังคมก้มหน้า รู้จักติดต่อกันในโลกของsocial networkมากกว่าการพบปะกันในชีวิตจริง ข่าวสารข้อมูล,การติดต่อสื่อสารต่างๆแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วอันเนื่องจากการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันเป็นที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทุกคนคงสงสัยว่า Social network คืออะไร แล้วเข้ามีอิทธิพลกับเราได้อย่างไร
Social Network คืออะไร?
   โซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือ Social Network คือเครือข่ายสังคมออนไลน์  หรือการที่ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตคนหนึ่ง เชื่อมโยงกับเพื่อนอีกนับสิบ รวมไปถึงเพื่อนของเพื่อนอีกนับร้อย  ผ่านผู้ให้บริการด้านโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) บนอินเตอร์เน็ต เช่น Facebook, Blogger, Hi5, Twitter หรือ Tagged เป็นต้น (บางเว็บไซต์ที่กล่าวถึงในตัวอย่าง ปัจจุบันนี้ได้เสื่อมความนิยมแล้ว)  การเชื่อมโยงดังกล่าว ทำให้เกิดเครือข่ายขึ้น เช่น เราสามารถรู้จักเพื่อนของเพื่อนเราได้  เป็นทอดๆ ต่อไปเรื่อย  ทำให้เกิดสังคมเสมือนจริงขึ้นมา  สามารถสร้างคอนเน็คชั่นใหม่ๆ ได้ง่าย  และเมื่อเราแชร์ (Share) ข้อความหรืออะไรก็ตามลงไปในเครือข่าย  ทุกคนในเครือข่ายก็สามารถรับรู้ได้พร้อมกัน  และสามารถตอบสนองต่อสิ่งที่เราแชร์ได้  เช่น  แสดงความคิดเห็น (Comment)  กดไลค์ (Like) ซึ่งอาจจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละผู้ให้บริการ  ความโดดเด่นในเรื่องความง่ายของโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) ทำให้ธุรกิจ และนักการตลาดสนใจที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์สินค้า และบริการ
 
ข้อดีของ Social Network
•สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้
•เป็นคลังข้อมูลความรู้ขนาดย่อมเพราะเราสามารถ เสนอและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ หรือตั้งคำถามในเรื่องต่างๆ เพื่อให้บุคคลอื่นที่สนใจหรือมีคำตอบได้ช่วยกันตอบ
•ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น สะดวกและรวดเร็ว
•เป็นสื่อในการนำเสนอผลงานของตัวเอง เช่น งานเขียน รูปภาพ วีดิโอต่างๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้ามารับชมและแสดงความคิดเห็น
•ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้าสำหรับบริษัทและองค์กรต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า
•ช่วยสร้างผลงานและรายได้ให้แก่ผู้ใช้งาน เกิดการจ้างงานแบบใหม่ๆ ขึ้น
•คลายเครียดได้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหาเพื่อนคุยเล่นสนุกๆ
•สร้างความสัมพันธ์ที่ดีจากเพื่อนสู่เพื่อนได้
ข้อเสียของ Social Network
•เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผย ข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หากผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้
Social Network เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง หากผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือขาดวิจารณญาณ อาจโดนหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการนัดเจอกันเพื่อจุดประสงค์ร้าย ตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
•เป็นช่องทางในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้าง เพราะ Social Network Service เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและแสดงความคิดเห็น
•ข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสมัครสมาชิกและ แสดงบนเว็บไซต์ในรูปแบบ Social Network ยากแก่การตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่กำหนดอายุการสมัครสมาชิก หรือการถูกหลอกโดยบุคคลที่ไม่มีตัวตนได้
•ผู้ใช้ที่เล่น social  network และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจสายตาเสียได้หรือบางคนอาจตาบอดได้      
•ถ้าผู้ใช้หมกหมุ่นอยู่กับ social  network มากเกินไปอาจทำให้เสียการเรียนหรือผลการเรียนตกต่ำลงได้
•จะทำให้เสียเวลาถ้าผู้ใช้ใช้อย่างไร้ประโยชน์
 
อิทธิพลของ Social Network กับนักเรียน
   ปัจจุบันวัยรุ่นส่วนมากมักใช้ชีวิตอยู่ติดกับsocial network จนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ หากวันใดไม่ได้เข้าไปอัพเดทข่าวสารต่างๆก็แทบจะขาดใจให้ได้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็มักจะแชร์ผ่าน social network ให้โลกรู้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะกินข้าว ง่วงนอน หิว ก็มักจะอัพเดทอยู่เสมอ จนบางครั้งก็มากเกินเหตุ บางคนถึงขั้นมือวางจากโทรศัพท์ไม่ได้ถึงแม้จะเวลาเรียนก็ตามซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควร การหลอกลวงในsocial networkก็พบมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการแอบอ้างเป็นบุคคลต่างๆ แต่ในsocial networkก็มีข้อดีหากเราใช้อย่างถูกวิธี เช่น การอัพเดทและแชร์ความรู้และเรื่องที่มีประโยชน์ การติดต่อสื่อสารกับเพื่อนที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ส่วนตัวเจ้าของบล็อกเองก็มักใช้social networkอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะ Line Facebook Instagram นี่เข้าทุกวัน ต้องเข้าไปเช็คข่าวสารต่างๆและการอัพเดทของคนดังต่างๆที่ชื่นชอบ>< แต่เจ้าของบล็อกรู้จักแบ่งเวลาในการใช้งาน คือ เมื่อเวลากลับจากโรงเรียนก็จะกลับมาเช็คข่าวก่อน ไล่ตรวจเช็คในสิ่งที่สนใจ หลังจากนั้นเวลาเช็คเสร็จก็จะปิดทันที แล้วมาทำการบ้านต่อจนเสร็จ แล้วถึงค่อยกลับมาเช็คว่ามีใครติดต่อมาหรือเปล่าอีกทีและในเวลาเรียนก็จะไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ค social network ต่างๆ
 
พฤติกรรมการใช้งาน Social Network ของสังคมไทย
   พฤติกรรมของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ปรับเปลี่ยนจากการรับข่าวสารจาก Portral Site มาเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) เว็บไซต์ เริ่มเด่นชัดตั้งแต่ช่วงปี 2007 หรือ พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีผลการศึกษาพบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) ใช้เพื่ออัพเดตข้อมูลข่าวสาร และอีก 1 ใน 3 เพื่อคุยกับเพื่อนและคนรู้จัก นั่นสะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีว่าผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ติดตามข่าวสารจากโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) มากขึ้น
   ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ  จากโซเชียลอิงค์ (Zocial inc) ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถิติและพฤติกรรมการใช้งาน Social Network ของไทย ว่า ประเทศไทย ใช้ facebook มากเป็นอันดับ 9 ของโลก เท่ากับประเทศเยอรมนี โดยมีจำนวนผู้ใช้มากถึง 28 ล้านราย คิดเป็น 42% ของประชากรทั้งประเทศไทย  ส่วนอันดับ 1 ยังเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 180 ล้านราย
 

การเติบโตของผู้ใช้ Social Network ในไทยนั้น ปรากฏว่า

  • คนไทย ใช้ Facebook 28 ล้านราย   โตขึ้น  53%
  • คนไทยใช้ Instagram 1.7 ล้านราย โตขึ้น 13%
  • คนไทยใช้ twitter  4.5 ล้านราย


ประเทศกลุ่มอาเซียน ปรากฎว่า ไทยมีผู้ใช้มากเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจาก ที่1 อินโดนีเซีย  และที่ 2 ฟิลิปปินส์  ที่น่าสนใจคือประเทศพม่า เพราะแม้พม่ามีผู้ใช้ facebook มากเป็นอันดับ 7 ของอาเซียน แต่พม่ามีอัตราการเติบโตผู้ใช้ Facebook สูงสุดในอาเซียน โดยสูงถึง 58%   โดยรวมแล้วผู้ใช้ facebook ในประเทศในกลุ่มอาเซียนมีประมาณ 170,740,000 ราย


เปรียบเทียบคนไทยใช้ facebook ระหว่างปี 2013 กับปี 2014  จะเห็นว่า

  • ในปี 2013 ผู้ชายใช้ Facebook 49.18% ส่วนผู้หญิงใช้ Facebook  50.82%
  • ปี 2014 ตัวเลขผู้ชาย ใช้ facebook น้อยลง ผู้หญิงใช้มากขึ้น โดยผู้หญิงใช้ประมาณ 51%
  • ทั้งนี้ตัวเลข Facebook Active User ของคนไทย มี active อยู่ที่ 85.63%  ส่วน Inactive อยู่ที่ 14.37%

 

ข้อมูลสถิติที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ twitter

ประเทศไทยใช้ twitter มากเป็นอันดับ 17 ของโลก (4.5 ล้านราย) แต่คนไทยเกินกว่า 61% สมัคร แต่ไม่ได้ใช้ twitter

 
คนไทยทวิตมากสุด คือช่วงเวลา 3-4 ทุ่ม
  • คนไทยทวิต 250,000 ราย ต่อวัน
  • จำนวนที่ทวิตสูงสุด 800,000 คน ต่อวัน ในช่วงเกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ
  • ผู้ใช้ twitter ส่วนใหญ่ เป็นเด็กวัยเรียน โดยเด็กชอบทวิต ผู้ใหญ่ชอบอ่าน
  • โดยเฉพาะช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุด หรือช่วงปิดเทอม จะมีปริมาณทวิตเพิ่มขึ้น
 
 
พฤติกรรมคนใช้ Instagram ในประเทศไทย
ในช่วงระหว่างปี 2012-2013 คนไทยใช้งาน Instagram เติบโตมาก ถึง 546% นับว่าเป็น social media ที่เติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียวกับตัวอื่นๆ โดยในปี 2013 ที่ผ่านมา คนไทยโพสภาพขึ้น Instagram มากถึง 36,443,398 ภาพ  โดยเป็นวีดีโอ มากถึง 1,370,272 วีดีโอ ที่เหลือเป็นรูปภาพกว่า 96.24%
 

คนไทยส่วนใหญ่ใช้ Social Network ตัวไหนบ้าง
  • อันดับ1 : ใช้ facebook อย่างเดียว  35%
  • อันดับ 2 : ใช้ทั้ง facebook , twitter , Instagram 33%
  • อันดับ 3 : ใช้ทั้ง facebook , Instagram 24%
 
 
คนไทยแชร์อะไรเข้าไปใน facebook บ้าง ?
อันดับ 1 Inatagram อันดับ 2 Youtube  อันดับ 3 twitter  โดยผู้ชายจะแชร์จาก twitter และ youtube ขึ้น facebook มากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงมักจะแชร์ภาพ Instagram ไปยัง facebook มากกว่าผู้ชาย


   จากที่นำเสนอมาก็พบว่า social network มีอิทธิพลต่อเราและสังคมไทยในปัจจุบันมากขึ้นๆทุกวัน ดังนั้น เราจึงควรใช้ social network อย่างถูกวิธีและชาญฉลาด และรู้จักแบ่งเวลาแยกแยะสังคมออนไลน์และสังคมในชีวิตจริง แค่นี้เราก็สามารถใช้ social network ได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผลร้ายต่อเรา^^
 
 
 

 
 
 
 
 
 
เครดิต: